สัมผัสเสน่ห์สายน้ำ กาญจนบุรี มัลดีฟส์เมืองไทย

91

 

ก๊อก ๆ สาวกคนชอบเที่ยวยังคึกคักกันดีหรือเปล่า  คราวนี้เรามาชวนทุกคนไปเที่ยวเก๋ไก๋สไตล์มัลดีฟส์ล่ะ อ๊ะ ๆ ไม่ต้องไปตีตั๋วไปไกลถึงมัลดีฟส์จริง ๆ นะแฟน ๆ จ๋า แต่เป็น มัลดีฟส์เมืองไทย ที่ จ.กาญจนบุรี ที่บอกเลยว่าทริปนี้มีครบทุกรสชาติความสุขจริง ๆ

ยินดีต้อนรับสู่วัดถ้ำเสือ

แค่แหงนมองด้านบนก็ต้องตะลึง

            หม่ำมื้อเช้าเสร็จเราก็ฟิตเต็มที่ พร้อมออกเดินทางกันแต่เช้า มีเป้าหมายแรกเป็น วัดถ้ำเสือ ที่ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเมื่อไปถึง เราก็ต้องตัดสินใจว่า จะขึ้นไปชมวัดด้วยสองเท้าของเราผ่านการเดินขึ้นบันได 158 ขั้น ที่เรียกกันว่าบันไดนาคสามสาย หรือประหยัดกำลังไว้ไปเที่ยวต่อด้วยการขึ้นรถราง ซึ่งแน่นอน เราเลือกนั่งรถรางเพื่อเซฟพลังไว้ไปสนุกกันต่อ ที่มาของชื่อวัดถ้ำเสือ เหตุเพราะแต่เดิมที่นี่เป็นป่ารกทึบ และในป่ามีถ้ำเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งพวกโจรสมัยก่อน ที่คนชอบเรียกกันว่าเสือ คอยดักปล้นจี้ชาวบ้าน มักจะลักวัวควายมาซ่อนไว้ที่ถ้ำแห่งนี้  คนเลยเรียกกันว่าถ้ำเสือ แต่ภายหลังบริเวณนี้กลายเป็นสำนักสงฆ์เล็ก ๆ  ก่อนที่ หลวงพ่อชื่น ปาสาทิโก  อดีตเจ้าอาวาส จะธุดงค์ผ่านมา และทำการบูรณปฏิสังขรณ์จนกลายเป็นวัดถ้ำเสือ

บันได 158 ขั้นเอง สู้ไม่สู้?

ขึ้นรถรางแล้วกันเนอะ

ขึ้นมาข้างบนมองไปทางไหนก็สะอาด ทำให้จิตใจสงบ

               เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนก็ต้องร้องว้าว! กับความสวยงามของวิวทิวทัศน์รอบด้าน โดยเฉพาะด้านหน้าที่จะเห็นวิวแม่น้ำแม่กลอง  ส่วนด้านหลังเป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม แต่ที่อลังการของจริงจนต้องไปกราบเป็นแห่งแรกก็คือ หลวงพ่อชินประทานพร  พระพุทธรูปปางประทานพรประดิษฐานอยู่ในซุ้มใหญ่ ถือเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดใน จ.กาญจนบุรี  สร้างขึ้นเมื่อปี 2516  สูงถึง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว ทำจากโมเสคสีทองสุกปลั่ง มองมุมไหนก็งามจริง ๆ จากนั้นเราก็ไปกราบสรีระสังขารของ หลวงพ่อชื่น ปาสาทิโก อดีตเจ้าอาวาส ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างวัดถ้ำเสือ และสร้างองค์หลวงพ่อชินประทานพร จากนั้นเราก็เข้าไปที่ พระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท  เจดีย์สีส้มอิฐ ทรงแปดเหลี่ยม ที่สูง 69 เมตร กว้าง 29 เมตร แบ่งเป็น 9 ชั้น แต่ละชั้น แต่ละด้านมีภาพเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้ได้ชมกัน พร้อมช่องหน้าต่างที่สามารถชมวิวสวย ๆ จากมุมต่าง ๆ ของเจดีย์ได้จนถึงชั้นที่  8 ส่วนชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่มีการอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียเมื่อปี 2533

ภาพมุมสูงด้านบนเขาที่มองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

ด้านหน้าเห็นแม่น้ำแม่กลอง

ด้านหลังเห็นทุ่งนาเขียวชะอุ่มไปจรดขุนเขา

หลวงพ่อชินประทานพรงดงามกลางไอแดด

มองไปทางซ้ายจะเห็น พระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท สีส้มอิฐ

ด้านใน พระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท

กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย

อย่าลืมมากราบสรีระสังขารของ หลวงพ่อชื่น ปาสาทิโก

                   เสร็จแล้วเราก็ลงไปชมถ้ำเสือ  ถ้ำขนาดเล็กที่ตั้งอยู่เชิงเขาด้านล่าง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิด และเป็นจุดที่มีวัตถุมงคลให้ผู้ที่ศรัทธามาเช่าไปบูชา และที่วัดนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทที่ว่ากันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทด้านซ้าย มีลักษณะเป็นบ่อน้ำ ที่มีน้ำซึมออกมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งน้ำมนต์กันเลยล่ะ

ทางเข้าถ้ำเสือ  

ด้านในมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้

มีมุมสำหรับผู้ศรัทธาปู่ฤาษีสมิงพราย

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในรอยพระพุทธบาท

น้ำใสสะอาดมาก

ติดต่อสอบถาม : 0 3465 5383 / ททท.กาญจนบุรี 0 3451 1200

เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

ที่ตั้ง : ต.ท่าม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

 

ออกจากวัดถ้ำเสือเราก็ไปสถานที่ไฮไลท์ของทริปนี้ ซึ่งก็คือ  เลค เฮฟเว่น รีสอร์ต (Lake Heaven Resort)  สถานที่สวยงามจนถูกเรียกว่ามัลดีฟส์เมืองไทย เพราะมีที่พักลอยอยู่บนน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ ทำให้ทุกคนที่มาเที่ยวได้ชมวิวสวย ๆ ของผืนน้ำและทิวเขาที่ล้อมรอบเขื่อน  สมกับสโลแกนของที่นี่ ผิวน้ำ ขุนเขา ท้องฟ้า บรรจบกันเบื้องหน้า

ผิวน้ำ ขุนเขา ท้องฟ้า มาบรรจบกัน

ที่พักลอยน้ำ มัลดีฟส์เมืองไทยชัด ๆ 

            เราเช็คอิน เอาของเข้าที่พักหม่ำมื้อเที่ยงสุดอร่อยเพิ่มพลัง แล้วก็ไปเดินเล่น ชมวิวทิวทัศน์ ก่อนสนุกกับเครื่องเล่น Water Park จนตัวเปียก แต่ก็ยังแฮปปี้เพราะเป็นน้ำจืด ไม่มีคำว่าเหนียวตัว เครื่องเล่นของที่นี่มันส์สุดเหวี่ยง อาทิ ภูเขาจำลองสูง 5 เมตร สไลเดอร์น้ำ  ยิ่งมาเป็นครอบครัว หรือเป็นก๊วนเพื่อน ยิ่งสนุกยกก๊วนแน่ ๆ และที่นี่ยังมีกิจกรรมทางน้ำมากมายให้เราได้สนุกสนาน อาทิ พายเรือคายัค ขี่เจ็ตสกี  เล่นบานาน่าโบ๊ท หรือจะล่องแพเปียกชมวิว โดยเฉพาะวิวสันเขื่อนแบบ 360 องศาก็เริด แต่ถ้าเป็นสายชิล และไม่อยากเปียก ก็มีเรือพาชมบรรยากาศแบบสบาย ๆ ด้วย และขอกระซิบบอกว่า มาเที่ยวที่นี่ไม่ต้องกลัวยุง ต่อให้นั่งชมฟ้า ชมดาว เม้าท์กันนอกห้องทั้งคืนก็สบาย ๆ เพราะน้ำในเขื่อนเป็นน้ำอุ่น  ยุงวางไข่ไม่ได้ ที่นี่เลยแทบไม่มียุงยังไงล่ะตัวเอง

เช็คอินแล้วก็มาส่วนของร้านอาหาร

มื้อเที่ยงที่คอนเฟิร์มว่า อร่อยทุกอย่าง

สามารถชมวิวจากระเบียงที่พักได้สบาย ๆ

ทางเดินระหว่างที่พักปลอดภัยหายห่วง

เจ็ทสกีรอให้เล่นอยุ่หลายลำ

ใช้บริการแพเปียกชมวิวก็น่าจะดี

สนุกกับเครื่องเล่นของที่นี่กันได้เลย

           นั่งเรือไปชมวิวก็ชิลดี

น้ำใส ฟ้าสวยชวนสดชื่น

วิวสันเขื่อนศรีนครินทร์สวยสุด ๆ

ติดต่อสอบถาม : 08 4387 6771 / 08 4387 6773

เปิดบริการ : ทุกวัน

ที่ตั้ง : 241 หมู่ 5 ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

เว็บไซต์ www.lakeheaven.com  / www.facebook.com/LakeHeavenResort/

 

เพื่อให้เป็นทริปสุดพิเศษ เราเลยออกจากรีสอร์ตมาดินเนอร์มื้อเย็นที่ร้าน  ฟาร์มคาเฟ่ เดอ กาลาเวลา (Farm Cafe De Kalavela) ร้านอาหารขึ้นชื่อของกาญจนบุรี ที่ คุณตู่ – รัติยา ศรีสุขวงศ์ เจ้าของร้าน ประดับตกแต่งร้านจนสวยงามให้อารมณ์ฟาร์มน้อยสุดอบอุ่น  มาแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มองไปทางไหนก็สบายตา มีให้เลือกนั่งทั้งโซนห้องแอร์ด้านในร้าน และโซนโอเพ่นแอร์ด้านนอก แถมมีมุมถ่ายรูปให้ลูกค้าได้แชะ &เช็คอินกันแบบรัว ๆ อีกด้วย

มุมนั่งแบบโอเพ่นแอร์

เข้ามาด้านในเลือกหาที่นั่งกันเลย

ฝั่งนี้ก็โล่ง โปร่งสบาย

มุมนี้ก็ส่วนตัวดี

ประเดิมด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้วให้ชื่นใจ

     และที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ร้านสวย แต่อาหารก็ขึ้นชื่อว่าอร่อยทุกอย่าง ทั้งของคาวของหวาน อย่างของคาวก็พิถีพิถัน ผักที่ใช้ทำอาหารทุกอย่างในร้านจะเป็นผักออร์แกนิกสด ๆ จากไร่ที่ทางร้านปลูกเอง ซึ่งเราก็คัดสรรเมนู 5 ดาวของร้านมาฝากกันด้วยล่ะ

            ข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงหอมยำทูน่า

            ยำขนมจีนกุ้งแม่น้ำผักบ้าน (เมนูซิกเนเจอร์ที่ลูกค้าสั่งบ่อยมาก)

            สเต็กพอร์คช็อป สลัดออร์แกนิก

            สลัดโรลปูอัดไข่กุ้ง

            น้ำพริกกะปิกุ้งสด

            ขนมปังคั่วกรอบสังขยา

            ใบเตยซีเคร็ทเครป

 

ติดต่อสอบถาม : 08 5333 3414

เปิดบริการ : เวลา 08.30 – 18.30 น. (หยุดทุกวันพุธ)

ที่ตั้ง : 787/3 ซอยเทศบาล 25 ต.ท่าท่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เว็บไซต์ www.facebook.com/farmcafedekalavela

 

ท้องอิ่มแล้วเราก็กลับไปพักผ่อนที่ “มัลดีฟส์เมืองไทย” ด้วยหัวใจที่อิ่มเอม เพราะทริปนี้  เราได้สัมผัสเสน่ห์ของสายน้ำ ขุนเขา และบรรยากาศชวนสุขใจแบบครบเครื่อง ที่คนไม่ได้มาต้องอิจฉาอย่างคาดไม่ถึงเลยล่ะ