รวบกลุ่มชายเร่ร่อนปล้นรถจยย. เด็กชายวัย 12 ปี ขณะออกมาเที่ยวสะพานพุทธ

182

ตำรวจนครบาลจักรวรรดิรวบผู้ต้องหาซึ่งเป็นชายเร่ร่อน 4 คน ร่วมกันทำร้ายร่างกายก่อนปล้นรถจักรยานยนต์เด็กชายวัย 12 ปี ขณะออกมาเที่ยวสะพานพุทธ อ้างต้องการนำรถไปขี่เล่น

2นาฬิกา 5 นาที วันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา กล้องวงจรปิดภายในซอยบพิตรพิมุข ถนนจักรวรรดิ กรุงเทพมหานคร  บันทึกเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายชาย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ซ้อน 3 มา 1 คัน ส่วนคนร้ายอีกคนขี่รถจักรยานยนต์ของเหยื่อตามหลังมาติดๆโดยมีเหยื่อซึ่งเป็นเด็กชายวัย 12 ปี ซ้อนท้ายมาด้วย เมื่อถึงบริเวณกลางซอย คนร้ายจอดรถแล้วบังคับให้เหยื่อลงจากรถ แต่เหยื่อไม่ยอม พวกเขาจึงลงมารุมทำร้ายเหยื่อจนบาดเจ็บ ก่อนปล้นเอารถจักรยานยนต์  ขี่หลบหนีไปตามถนนจักรวรรดิ ปล่อยให้เด็กชายวัย 12 ปี ที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมเดินออกมาขอความช่วยเหลือเพียงลำพัง โชคดีที่ขณะนั้นมีพลเมืองดีผ่านมาพบจึงพาไปส่งบ้านอย่างปลอดภัย

ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายก่อเหตุ พบว่าคนร้ายทั้ง 4 คน เริ่มข่มขู่บังคับเอารถจักรยานยนต์จากเหยื่อตั้งแต่บริเวณใต้สะพานพุทธ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร แต่เหยื่อไม่ยอม หนึ่งในคนร้ายจึงขึ้นไปนั่งบนรถจักรยานยนต์กับเหยื่อ และขี่มาเรื่อย ๆ กระทั่งถึงบริเวณกลางซอยบพิตรพิมุข คนร้ายได้ทำร้ายร่างกายเหยื่อ เพื่อปล้นเอารถจักรยานยนต์ จากนั้นได้หลบหนีไปตามถนนจักรวรรดิ มุ่งหน้าสะพานพระปกเกล้า แต่เมื่อถึงทางแยก คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปคนละเส้นทาง โดยคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ข้ามสะพานพระปกเกล้า มุ่งหน้าถนนอิสรภาพ ส่วนคนร้ายอีก 2 คน มุ่งหน้าไปที่ชุมชนภิรมย์

ตำรวจแกะรอยจนพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ถูกคนร้ายขี่ไปจอดไว้ที่ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พบคนร้าย 2 รายคือ นายโสพล คงสวัสดิ์ วัย 19 ปี และนายศักดิ์พล  โสภาทุม วัย 20 ปี ก่อนขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลืออีก 2 ราย เป็นเยาวชน วัย 15 ปี และ 16 ปี

ผู้ต้องหาสารภาพว่าวันเกิดเหตุไปเดินเล่นที่สะพานพุทธ เห็นเหยื่อขี่รถจักรยานยนต์มาหลบฝนกับเพื่อน นึกอยากจะได้จักรยานยนต์ไปขี่เล่น จึงตัดสินใจก่อเหตุ โดยใช้ มีดและประแจเป็นอาวุธในการข่มขู่

ตรวจสอบประวัติ พบว่านายศักดิ์พล เคยถูกดำเนินคดีวิ่งราวทรัพย์ ในพื้นที่นครบาลพระราชวังมาแล้ว และพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนเร่รอน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยมี 2 คนที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นใครมาจากไหน ตำรวจจึงบันทึกประวัติผู้ต้องหาไว้ในแฟ้มบันทึกคนเร่ร่อนประจำสถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ ก่อนคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฏหมาย

กรองทอง  จันทะบุรม

รายงาน