รวบผู้ต้องหาอีก 3 คน ช่วยนายจ้างนำศพ “น้องน้ำ” สาวใช้วัย 16 ปีฝังดินอำพราง

85

ความคืบหน้าคดี “น้องน้ำ” เด็กสาวชาวเพชรบุรีวัย 16 ปี ที่ไปทำงานเป็นสาวใช้และได้หายตัวไปอย่างลึกลับเป็นเวลานานกว่า 5 ปี กระทั่งพบว่าถูกนายจ้างสาวทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ล่าสุดตำรวจจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 คน รับสารภาพช่วยนายจ้างนำศพน้องน้ำไปฝังดินอำพราง

กลายเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อนางสาวจริยา ศรีศักดิ์ หรือ น้องน้ำ เด็กสาวชาวเพชรบุรีวัย 16 ปี ออกจากบ้านไปเป็นสาวใช้ให้กับนางสาวกฤษณา สุวรรณพิทักษ์ หรือ โมนา นายจ้างสาวที่บ้านในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2555 แต่เพียง 2 เดือน เธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทำให้แม่ของเด็กสาวพยายามออกตามหามานานถึง 5 ปี จนในที่สุดก็พบเพียงโครงกระดูกของลูกสาว สภาพถูกฝังดินอยู่ในบริเวณบ้านหลังหนึ่งที่จังหวัดเพชรบุรี

เบาะแสจากพยานรายสำคัญที่นำมาสู่การพบศพของน้องน้ำ ยังทำให้ตำรวจสามารถจับตัว นางสาวกฤษณาซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายน้องน้ำหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยล่ามโซ่ไว้ไม่ยอมนำไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเสียชีวิตจึงนำศพใส่ท้ายรถยนต์ วางแผนนำไปเผาที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีแต่ไม่สำเร็จจึงนำไปฝังดินอำพราง จากนั้นอ้างกับแม่น้องน้ำว่าเด็กสาวหนีออกจากบ้านไปแล้ว

ล่าสุด ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุได้อีก 3 คน คือ นางสาวปรารถนา ท้วมทรัพย์ สาวทอมซึ่งเป็นลูกจ้าง เยาวชนหญิงอีก 1 คน ซึ่งเป็นหลานสาวและนายปราโมทย์ สุวรรณพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้านและเป็นน้องชายของผู้ก่อเหตุ ทั้งหมดรับสารภาพช่วยนางสาวกฤษณา นำศพน้องน้ำไปฝังดินเท่านั้น โดยไม่มีส่วนในการทำร้ายร่างกายเด็กสาวแต่อย่างใด

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาทั้งสามคนร่วมกันเพื่อจะช่วยเหลือให้ผู้อื่นไม่ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งหลักฐานในการกระทำผิด โดยจะนำตัวไปฝากขังในวันพรุ่งนี้(14 พ.ย. 2560) ส่วนกรณีที่แม่น้องน้ำร้องเรียนว่าถูกคนโทรศัพท์มาข่มขู่ ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่านางสาวกฤษณา หรือ โมนา ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือข่มขู่พยานหรือไม่ หลังได้ประกันตัวออกไปในชั้นศาล หากพบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวก็จะขอศาลเพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวทันที

                                                                                                     สิริรัตน์ รัตนสิมานนท์

                                                                                                            รายงาน