กลุ่มชายฉกรรจ์ อ้างเป็น ป.ป.ส. จับหนุ่มใส่กุญแจมือ-เอาปืนจ่อ

54

หนุ่มโพสต์ภาพวงจรปิด  เตือนภัยชาย 3 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. บุกค้นร้านและบ้านพักถือปืนขู่ ล็อกกุญแจมือ ล่าสุดตรวจสอบพบทั้ง 3 คน ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่จริง ตำรวจเตรียมออกหมายจับ 

นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่ง ย่านสายไหม บันทึกเหตุการณ์ขณะชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านซ่อมรถจักรยานยนต์  ทำทีเข้ามาพูดคุยกับเจ้าของร้าน ผ่านไปประมาณ 2 นาที มีชายอีก 1 คน เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารในมือ ก่อนจะชักปืนที่เอวขึ้นมาขู่ให้เจ้าของร้านยกมือขึ้น  ไม่นานมีชายอีกคนเดินตามเข้ามาพร้อมกับถือปืนยาว และเอากุญแจมือไปใส่เจ้าของร้าน  คุมตัวเดินเข้าไปข้างใน จากนั้นชายคนหนึ่งเดินมาปิดประตูหน้าร้าน พร้อมถือปืนยืนเฝ้า ผ่านไป 5 นาที ชายอีก 2 คน คุมตัวชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของร้านออกไป

ผู้เสียหายเล่าว่า ชายทั้ง 3 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยคนแรกที่เข้ามา ทำทีเป็นลูกค้า พยายามสอบถาม รายได้ของเขา ก่อนจะส่งสัญญาณให้อีก 2 คนข้างนอกเดินตามเข้ามา แสดงหมายจับ ข้อหายาเสพติด และฟอกเงิน โดยใช้ปืนขู่

เหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือรัศมีกล้องวงจรปิดคือชายทั้ง 3 คนที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คุมตัวชายหนุ่มไปตรวจค้นภายในบ้านพักที่เปิดเป็นร้านขายอุปกรณ์แต่งรถ ซึ่งอยู่ติดกับร้านซ่อม  และพยายามจะพาตัวออกไป อ้างว่าจะคุมตัวไปเซฟเฮาส์  แต่ขณะนั้นพ่อของเขาซึ่งเป็นทหารกลับมาที่บ้านพอดี   เมื่อชายทั้ง 3 คนเห็น จึงรีบปล่อยตัวผู้เสียหาย และถอดกุญแจมือ หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว พร้อมถอดฮาร์ดดิสที่บันทึกภาพกล้องวงจรปิดบางส่วนไปด้วย

หลังเกิดเหตุผู้เสียหาย นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมภาพวงจรปิดโพสต์ลงโซเชี่ยลเพื่อเตือนภัย พฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพ  พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากเป็นเจ้าหน้าที่จริงไม่ควรปฎิบัติเช่นนี้ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยืนยันว่าชายในภาพวงจรปิดทั้ง 3 คน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ฝากเตือกประชาชนอย่าหลงเชื่อ

เบื้องต้นผู้เสียหายนำภาพวงจรปิดเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสายไหมแล้ว ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเตรียมออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ตามภาพวงจรปิด  พร้อมให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามภาพจากกล้องวงจรปิด ตามเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี เพื่อเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

                                                                                                              ไพจิตร  ภานนท์

                                                                                                                   รายงาน