รวบวัยรุ่นหลอกนักท่องเที่ยว อาสาไปส่งที่พัก ก่อนทำร้ายร่างกาย-ชิงทรัพย์

319

เกิดเหตุร้ายกับนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์  เมื่อวัยรุ่น ชาย-หญิงคู่หนึ่ง หลอกว่าจะพาไปส่งที่พัก   แต่ระหว่างทางกลับขี่รถจักรยานยนต์ไปในที่เปลี่ยว ก่อนสบโอกาสทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวคนดังกล่าว  ล่าสุดตำรวจเชียงใหม่ รวบตัวได้แล้ว 

กล้องวงจรปิดเทศบาลนครเชียงใหม่ บันทึกภาพรถจักรยานยนต์คันหนึ่งในระยะไกลขี่ซ้อนสาม ไปตามถนนช้างคลาน. ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จนพ้นรัศมีกล้องวงจรปิด

กล้องอีกตัวบริเวณแยกศาลเด็กจังหวัดเชียงใหม่บันทึกภาพรถจักยานยนต์คันเดิมขี่รถฝ่าไฟแดงออกไป  ท่าทางเร่งรีบ จากที่ซ้อนสามเหลือเพียง 2คน โดยผู้ชายเป็นคนขี่และมีผู้หญิงซ้อนท้าย 1 คน มุ่งหน้าไปตามถนนเชียงใหม่ดอยสะเก็ด นี่เป็นเบาะแสสำคัญที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ใช้ติดตามตัวคนร้าย  เป็นชาย-หญิง คู่นี้ ที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายและ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงเที่ยงคืน วันที่11เมษายน

ผู้เสียหายให้ปากคำกับตำรวจว่าวันเกิดเหตุเขาเพิ่งออกจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ กำลังหารถโดยสารกลับที่พัก ระหว่างทางเจอวัยรุ่น ชาย-หญิงคู่หนึ่ง ขี่รถจักรยานยนต์มาอาสาพาไปส่งที่พัก เขาตัดสินใจซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไป เมื่อถึงจุดเส้นทางเปลี่ยวผู้ชายที่ขี่รถจักรยานยนต์จอดรถทำร้ายเขาทันทีก่อนจะก่อนจะกระชากกระเป๋าชิงทรัพย์ ทั้งเงินสดและกล้องวิดีโอแล้วขี่รถหลบหนีไป

ตำรวจตรวจสอบทะเบียนรถต้องสงสัยพบเจ้าของรถคือนางสาวตุลาภร ต่อมคำ อายุ 27 ปี เป็นแฟนสาวของนายพัฒนพงศ์ สุทธกุล อายุ22ปี ชาวอำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อตรวจสอบพบรูปพรรณตรงตามหลักฐาน และยังพบประวัติว่า ผู้ชายเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงมั่นใจว่าทั้งสองคน เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้  บ่ายวันนี้ ตำรวจกำลังไปจับกุมตัวทั้งคู่ได้ที่บ้านพักในอำเภอสันทราย

ผู้ต้องหาอ้างว่าก่อเหตุเป็นครั้งแรกเพราะไม่มีเงิน  วันเกิดเหตุกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ระหว่างทางเจอผู้เสียหาย ขอให้ไปส่งที่โรงแรม โดยตกลงจะจ่ายเงินให้เขา 50 บาทแต่ระหว่างทางผู้เสียหายเกิดเสียงดังโวยวาย และไม่ยอมจ่ายเงิน เขาจึงจอดรถทำร้ายร่างกายและขโมยทรัพย์สินไป

ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

                                                                                                          อายุทัย นนท์นิติรัตน์  

                                                                                                                รายงาน