อดีตสามีหึงโหด ขี่จยย.ตามปาดคอภรรยาดับ ก่อนพยายามฆ่าตัวตาย

134

อดีตสามีเกิดหึงหวงภรรยา แม้จะเลิกรากันไปได้พักใหญ่ ตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์ตามไปง้อแต่ภรรยาไม่คืนดี ทำให้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ก่อนจะชักมีดปาดคอภรรยาเสียชีวิตอยู่ริมอยู่ถนน ส่วนตัวผู้ก่อเหตุหนีเข้าไปหลบในป่า แล้วใช้คัตเตอร์ปาดคอตัวเองหวังจะตายตามแต่อาการสาหัส

 

ตำรวจภูธรเสม็ดเข้าตรวจสอบร่างของพนักงานหญิงโรงงานบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์วัย 39 ปี หลังพบเป็นศพถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม คนร้ายใช้ของมีคมปาดเข้าที่ลำคอจนเป็นแผลลึก ยาวกว่า 9 เซนติเมตร มีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง เสียชีวิตอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ที่ล้มอยู่ 2 คัน ริมถนนสุขุมวิท ตรงข้ามตลาดนัดจตุจักรชลบุรี ในตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ใกล้กันพบมีดปอกผลไม้เปื้อนเลือดตกอยู่

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่าคนร้ายเป็นชายรูปร่างเตี้ย ขี่รถจักรยานยนต์สีเขียวตามฝ่ายหญิงมา แล้วปาดหน้าให้หยุดรถรถ จนมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จากนั้นคนร้ายเข้าไปถีบรถจักรยานยนต์จนล้มแล้วเข้าไปคร่อมร่าง ชักมีดปาดคอฝ่ายหญิงอย่างแรง เขาจึงบีบแตรเพื่อให้คนร้ายหยุดจนคนร้ายตกใจวิ่งหนีเข้าไปในป่าข้างทาง

ขณะเกิดเหตุมีคนรู้จักโทรศัพท์ตามลูกชายวัย 17 ปีของผู้เสียชีวิตที่กำลังเรียนหนังสือให้รีบเดินทางมาดู หลังเห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เป็นแม่ล้มอยู่ข้างถนน ทันทีที่เห็นเขาบอกว่ารถอีกคันที่ล้มอยู่ด้วยกัน เป็นของพ่อแท้ๆ ที่เพิ่งเลิกรากับแม่ คาดว่าเกิดจากความหึงหวงเพราะว่าแม่ไปมีสามีใหม่

ตำรวจระดมกำลังค้นหาคนร้ายที่วิ่งหนีเข้าไปในป่า ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จนพบเขาอยู่ในสภาพอิดโรย หลังใช้มีดคัตเตอร์ปาดคอตัวเองแต่ยังพยายามหลบหนี

ผู้ต้องหาให้การว่าอยู่กินกับภรรยามานานหลายปี จนมีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ก่อนหน้านี้ประมาณ 4-5 เดือน ภรรยาย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับชายคนใหม่ย่านบางแสน พยายามง้อขอคืนดีหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล เช้าวันนี้เขาจึงตัดสินใจกินน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อฆ่าตัวตายแต่ยังมีสติ จึงขี่รถจักรยานยนต์ไปดักรอภรรยา แล้วตามมาตั้งแต่บางแสน เพื่อขอคืนดีจนมีปากเสียงกัน

ส่วนผู้ต้องหาที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้แพทย์เร่งให้การช่วยเหลือ ผ่าตัดลำไส้และกระเพาะอาหาร เบื้องต้นคาดว่าผู้ต้องหากินน้ำยาล้างห้องน้ำมานานหลายชั่วโมง เนื่องจากกระเพาะทะลุส่วนลำไส้เริ่มเน่าซึ่งตำรวจได้อายัดตัวไว้ เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

                                                                                                 วัลภา ปัญญาสรรเสริญ       

                                                                                                        รายงาน