เปิดนาทีผู้โดยสารหัวร้อนจะทำร้ายกระเป๋ารถเมล์ ใช้มีดแทงพลเมืองดีบาดเจ็บ

425

ความคืบหน้าเหตุผู้โดยสารหัวร้อนโมโหกระเป๋ารถเมล์เก็บเงินช้าโยนเงินค่าโดยสารทิ้งแล้วด่าทอ ก่อนจะเข้าไปทำร้ายฝ่ายพลเมืองดีเข้าไปช่วยห้ามปรามจนถูกแทงได้รับบาดเจ็บ ล่าสุดตำรวจพบหลักฐานชิ้นสำคัญซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว พร้อมเตรียมออกหมายจับ

กล้องวงจรปิดภายในรถประจำทางสาย 205 ช่วง 20.00 น. วันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา บันทึกภาพขณะพนักงานกำลังเดินเก็บเงินค่าโดยสารจากบริเวณด้านหน้ารถจนมาถึงเบาะหลังสุด ระหว่างนั้นผู้โดยสารคนหนึ่งได้ยื่นมือซึ่งมีเหรียญออกมาแล้วค้างไว้แต่จังหวะที่พนักงานยื่นมือออกไปรับผู้โดยสารคนดังกล่าวก็คว่ำมือลงจนเหรียญตกกระจัดกระจาย จากนั้นพนักงานได้พูดบางอย่างกับผู้โดยสารคนดังกล่าวก่อนจะเดินไปด้านหน้า

ผ่านไปไม่นานกล้องวงจรปิดตัวเดิมจับภาพผู้โดยสารที่ก่อเหตุ เป็นชายสวมหมวกแก๊ปสีดำ ลักษณะโวยวายแล้วชี้มือไปที่พนักงานเก็บเงินค่าโดยสาร สักพักเขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับผู้โดยสารอีกคนที่นั่งอยู่แถวเดียวกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะมีปากเสียงแล้วเกิดการชกต่อย กระทั่งเกิดความชุลมุนท่ามกลางความตกใจของผู้โดยสารที่นั่งอยู่เต็มคันรถ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนรถประจำทางสาย 205 ที่วิ่งอยู่บนถนน บริเวณแยก ณ ระนอง ถนนพระราม 3 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จากการสอบถามพนักงานเก็บเงินค่าโดยสาร บอกว่าหลังเห็นผู้โดยสารคนดังกล่าวมีท่าทีไม่พอใจ เธอเดินหนีไปด้านหน้าเพราะเกรงจะเกิดปัญหาแต่อีกฝ่ายกลับลุกขึ้นมาด่าทอและจะเข้ามาทำร้าย โดยมีผู้โดยสารอีกคนเข้ามาช่วยเหลือจนถูกแทงเข้าที่ขาขวาได้รับบาดเจ็บต้องเย็บ 4 เข็ม

วันนี้ นายชัยยา ประเสริฐสังข์ อายุ 45 ปี พลเมืองดีที่เข้าไปช่วยห้ามปราม เข้าให้ปากคำกับตำรวจ เขาบอกว่าขณะนั้นพนักงานพูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพแต่ชายคนดังกล่าวลักษณะไม่พอใจที่เก็บเงินค่าโดยสารของตัวเองช้า จึงโยนเหรียญลงพื้นและเริ่มด่าทอ จากนั้นเขาตัดสินใจเข้าไปพุดคุยและห้ามปรามจนเกิดเหตุชุลมุน ก่อนที่จะถูกอีกฝ่ายแทงเข้าที่ขาแล้ววิ่งลงจากรถหลบหนีไป ผู้โดยสารคนอื่นพยายามช่วยกันจับตัวแต่ไม่ทัน

ด้านผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.ขอบคุณพลเมืองดีที่เข้ามาช่วยเหลือพนักงาน พร้อมเปิดเผยว่า ทาง ขสมก. เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร และหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติบนรถประจำทาง ประชาชนสามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาและกดกริ่งหรือแจ้งพนักงานบนรถได้ทันที

ล่าสุดตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาเบาะแสของชายที่ก่อเหตุจากโทรศัพท์มือถือที่เขาทิ้งไว้บนรถประจำทางซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ โดยภายในมีซิมการ์ดที่ระบุเบอร์โทรศัพท์ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวเจ้าของได้ จากนั้นจะให้พยานชี้ตัวอีกครั้งก่อนออกหมายจับ เบื้องต้นเตรียมแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นและพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

 สิริรัตน์  รัตนสิมานนท์

 รายงาน